| Disayaphong's profileDisayaphong JAINUKNANPhotosBlogLists | Help |
Disayaphong JAINUKNANa member of TT-LAB |
|||||
|
|
December 22 ซานตาคลอส...โหะ โหะ โหะโหะ โหะ โหะ ...
เสียงของคุณลุงอ้วนใจดีผู้มาพร้อมกับถุงกระสอบสีแดงที่เต็มไปด้วยของขวัญสำหรับเด็กๆ ในวันคริสต์มาส
คุณลุงหนวดเฟิ้มคนนี้จะเป็นใครไปเสียไม่ได้ นอกจาก "ซานตาคลอส" ของพวกเรานั่นเอง
เกิดมา 22 ปีแล้วก็ไม่ค่อยได้สนใจให้ความสำคัญอะไรกับวันนี้นักหรอก
มันก็แค่วันที่เด็กๆ (ที่ควรจะนับถือคริสต์) เค้าฉลองเทศกาลแห่งความสุขรับอากาศหนาวกัน
แต่พอได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับวันคริสต์มาสและความเป็นมาของคุณลุงซานต้าก็นึกอยากจะเอามาเล่าในบล๊อกนี้
เชื่อว่าทุกคนคงรู้ดีว่า 25 ธันวา ของทุกปีก็คือวันคริสต์มาส คำว่าคริสต์มาสมาจากคำว่า "Christes Maesse"
ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษโบราณหมายถึงการบูชามิซซาขององค์พระคริสต์ในวันเกิดของพระองค์นั่นเอง
แล้วคุณลุงซานตาคลอสมาเกี่ยวข้องอะไรกับวันนี้ล่ะ...?
ก็เพราะว่าวันคริสต์มาสมันอยู่ใกล้ๆ กับวันขึ้นปีใหม่ไง ซึ่งชาวโรมันนิยมให้ของขวัญ (เช่น ขนม ผลไม้) กับเพื่อนบ้านกันในช่วงนี้
ต่อมาเลยถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่จะต้องมอบของขวัญให้กับเด็กๆ ในวันคริสต์มาสด้วย
การที่จะบอกให้เด็กตัวเล็กๆ ฟังว่าทำไมต้องให้ของขวัญกันในวันนี้ก็คงยากที่จะอธิบายจนกว่าหนูน้อยพวกนั้นจะรู้เรื่อง
ก็เลยหนีไม่พ้นที่จะต้องแต่งนิทานหาตัวการ์ตูนมาซักคนนึง เพื่อให้เด็กๆ ได้เข้าใจความหมายของการให้
และเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ พวกนั้นทำความดีแลกกับของขวัญที่จะได้รับ
ชื่อเสียงของความใจดีที่มีมาตั้งแต่ ค.ศ.400 กว่าๆ ก็คงหนีไม่พ้นนักบุญนิโคลัส (Saint Nicolas) ซึ่งเป็นบาทหลวงชาวตุรกี
ชื่อเสียงของนักบุญท่านนี้ดังข้ามถิ่นไปถึงฮอลแลนด์จนชาวดัชช์เรียกท่านด้วยสำเนียงท้องถิ่นว่า "ซินเตอร์คลาส" (Sinterklaas)
เมื่อชาวดัชช์อพยพมาตั้งรกรากที่สหรัฐอเมริกา ชื่อของท่านก็เพี้ยนไปเป็น "ซานตาคลอส" (Santa Claus) ในที่สุด
มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งนักบุญนิโคลัสปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่งและก็ทิ้งถุงเงินลงไปในกล่องไฟ
บังเอิญถุงเงินหล่นไปตกในถุงเท้าที่เด็กหญิงตากไว้ข้างๆ เตาผิง
การแขวนถุงเท้าไว้ข้างๆ เตาผิงจึงเป็นสัญลักษณ์ที่เด็กๆ ปฏิบัติกันในช่วงวันคริสต์มาสนั่นเอง
เชื่อหรือไม่ว่าก่อนปี ค.ศ.1890 คุณลุงซานต้าของเราเป็นชายร่างผอมสูงสวมชุดสีเขียว
ไม่ผิดหรอกครับ "ชายร่างผอมสูงสวมชุดสีเขียว" ปรากฏหลักฐานในภาพเขียนประกอบนิยาย
เรื่อง A Chrismas Carol ของชาร์ลส์ ดิกเก้นส์ ในปี ค.ศ.1843
จนกระทั่งช่วงทศวรรษที่ 1930 บริษัทโคคา-โคล่า ของสหรัฐเกิดประสบปัญหายอดขายที่ลดต่ำลง
จึงมีการจ้างนักวาดภาพ Haddon Sundblom ให้ออกแบบตัวละครที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข
พร้อมทั้งสื่อถึงสีแดงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มโค้กนั่นเอง
ด้วยยอดขายที่พรุ่งพรวดนับแต่บัดนั้น...
คุณลุงซานต้าร่างอ้วนท้วมหนวดเฟิ้มถือขวดโค้กในชุดสีแดงก็เลยกลายเป็นภาพติดตาของทุกๆ คนในเวลาต่อมา
ไม่น่าเชื่อว่าชายร่างผอมสูงสวมชุดสีเขียวจะกลายมาเป็นซานตาคลอสอย่างที่พวกเราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้
เรื่องราวของคุณลุงซานต้าถูกเล่าให้กับเด็กๆ ฟังมาปากต่อปากเป็นเวลานับร้อยปี บ้างก็มีการเพิ่มเติมตัวละคร
ดึงดูดความสนใจจากเด็กๆ อ้างถึงบ้านของซานตาคลอสบ้าง อ้างถึงภรรยาของเขาบ้าง
รายระเอียดของคุณลุงใจดีผู้นี้ถูกเพิ่มเติมเสริมแต่งจนกระทั่งมีพาหนะคู่ใจกับกวางเรนเดียร์ลากเลื่อนอีก 9 ตัว
แต่ละมีชื่อด้วยว่า Dasher, Dancer, Prancer, Vixen, Comet, Cupid, Donner, Blitzen และ Rudolf
(อาจสะกดผิดบ้างนะครับ เจ้าของภาษาเองก็ยังเถียงกันอยู่เหมือนกัน)
ส่วนสัญลักษณ์ของต้นคริสต์มาส ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือต้นสนนั้นก็มีที่มาที่ไปนะครับ
ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 11 มีการแสดงละครเกี่ยวกับการแอบหยิบผลแอปเปิ้ลจากต้นคริสต์มาสมากินโดยอาดัมกับเอวา
ในการแสดงจะมีการเอาต้นไม้ต้นหนึ่งมาประดับไว้ตรงกลาง ซึ่งต้นไม้ที่หาได้ง่ายที่สุดในช่วงหน้าหนาวก็คือต้นสน
จนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 15 มีการสั่งห้ามการแสดงเพราะถือเป็นการล้อเลียนศาสนา
ชาวบ้านรู้สึกเสียดายก็เลยเอาต้นสนมาไว้ที่บ้านตัวเองแล้วก็ประดับประดาด้วยผลแอปเปิ้ล ขนมปัง
จนในที่สุดก็วิวัฒนาการมาเป็นขนมและของขวัญในปัจจุบัน
ไม่น่าเชื่อว่าวันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปีจะมีประวัติความเป็นมาน่าสนใจขนาดนี้
สรุปว่าคุณลุงซานต้าก็เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ ส่วนเรื่องที่ว่าจะขอของขวัญจากคุณลุงซานต้าได้หรือไม่นั้น
ก็ต้องหาคำตอบกันต่อไป ถ้าขอได้จริงก็อยากจะขอนายกดีๆ ซักคนมาช่วยกันกู้วิกฤติบ้านเมืองที่กำลังนี้ซะเลย
(กำลังนี้=กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้) บ้านเมืองเราจะได้เลิกถอยหลังเข้าคลองซะที
ขอบคุณเว็บไซต์และหนังสือต่างๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจและเป็นแหล่งข้อมูลในการทำเรื่องมีสาระแบบนี้ในช่วงสอบครับ
ฮิฮิ แมกกาซีน ฉบับ 13 หน้าปก "พรรคแห่งสยาม"
ประภาส ชลศรานนท์, ตัวหนังสือคุยกัน, 2550
December 10 จำและจำจำและจำ : Klure-y (คลัวร์-วาย)
ถ้าบอกว่าออร์เคมสอบพรุ่งนี้ เธอจะเชื่อไหม อ่าน text ไม่ทัน มันเยอะ โจทย์ไม่คิดทำ คงต้องทิ้งไป รีเอเจ้นต์ มันมีเยอะ ถ้าไม่เยอะก็คงจำได้ สอบพรุ่งนี้ มันคงไม่ง่าย ฉํนดูเหมือนควายตัวหนึ่ง เธอคงเคยได้เรียนกลไกมานับร้อยพัน มันอาจจะเร็วไป แต่สุดท้ายก็เขียนไม่ค่อยทัน เรียนเมื่อวาน ลืมวันนี้ วันพรุ่งนี้ก็ตายเท่านั้น เพื่อเราเข้าใจความหมายแล้วค่อยตั้งใจไปเจอซัมเมอร์กัน ให้เตรียมกรินยาร์ ใส่ในคีโตน เราก็คงโดนให้เขียนลูกศร อยากจะไปอ้อนวอนสักข้อนึง อย่างที่อาจารย์บอกให้เราทำ พวกเราก็เลยจำขึ้นใจวันนี้ จำให้ดี พรุ่งนี้ ไม่มี ต้องโดนหลอกแน่นอน มีคะแนนอยู่ในออร์เคมตั้งมากมาย และที่ผ่านมาฉันนั้นเพิ่งรู้ว่าทำมันหาย แต่ไม่นาน ก็เพิ่งรู้ ว่าแค่นี้ก็ทำไม่ได้ ปฏิกิริยาคืออะไร นี่แหละที่ฉันไม่เข้าใจ ต้องไปเรียนซ้ำอีกที ให้เตรียมกรินยาร์ ใส่ในคีโตน เราก็คงโดนให้เขียนลูกศร อยากจะไปอ้อนวอนสักข้อนึง อย่างที่อาจารย์หลอกให้เราทำ พวกเราก็เลยจำขึ้นใจวันนี้ จำให้ดี พรุ่งนี้ ไม่มี ต้องโดนหลอกแน่นอน เรียนเทอมเดียว สอบแค่วันเดียว ทำให้เสียวเพราะจำไม่ไหว เรียนเทอมเดียว มันคงไม่พอแค่เทอมเดียว อีกประเดี๋ยวต้องเจออีกหลายตัว.... December 09 ปาฏิหาริย์
คุณเชื่อเรื่องปาฏิหาริย์ไม๊ครับ... หลายคนอาจจะเคยเจอปาฏิหาริย์ที่เกิดจากพระเกจิชื่อดัง หลายคนอาจจะพบเห็นปาฏิหาริย์จากองค์จตุคามรามเทพ แต่เชื่อหรือไม่ว่า "ในหลวงของเรา" ก็ทำให้เกิดเรื่องปาฏิหาริย์ขึ้นได้
ช่วงวันพ่อที่ผ่านมาได้มีโอกาสดูละครทีวีอยู่เรื่องหนึ่งทางช่อง 3 มีเด็กๆ กลุ่มนึงมาขอให้คุณพ่อเล่าเรื่องปาฏิหาริย์ที่เกี่ยวกับในหลวงให้ฟัง แล้วก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ประทับใจมาก ฟังแล้วเชื่อเลยว่า "ปาฏิหาริย์มีจริง" เรื่องมีอยู่ว่า... นายตำรวจวัยกลางคนฉายา "ดาบเหล็ก" กำลังติดตามผู้ต้องหาคดีฆาตรกรรมชื่อว่า "ชัย" ที่เพิ่งหลุดมาจากคุกได้ไม่นาน ทุกครั้งที่ดาบเหล็กจะออกปฏิบัติหน้าที่ เขาจะหาเหรียญห้าบาทหรือเหรียญสิบบาทมาเหรียญหนึ่ง อธิษฐานแล้วก็พอไว้ในกระเป๋าเสื้อ โดยเชื่อว่าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวที่อยู่บนเหรียญนั้นจะช่วยคุ้มครองตนเองให้พ้นภัยจากอันตรายที่จะเกิดขึ้น หลังจากที่นายชัยได้หลบหนีมาที่โกดังแห่งหนึ่ง ตำรวจที่ติดตามล่าตัวก็เหลือเพียงแค่ดาบเหล็กคนเดียวที่ติดตามมา ดาบเหล็กเองก็ไม่อยากที่จะจับตายผู้ต้องหาคนนี้เท่าใดนัก ด้วยความที่โทษในชั้นศาลอาจจะไม่ถึงขั้นประหารชีวิตก็เป็นได้ และยังเชื่อว่าผู้ต้องหารายนี้จะต้องกลับตัวกลับใจในภายหลัง ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัด ผ่องละอองฝุ่นที่เกิดจากฝีเท้าของนายชัยที่เพิ่งหลบหนีมาซุกตัวอยู่ในโกดังทำให้ดาบเหล็กรู้ทันทีว่าผู้ต้องหาคนนี้คงหนีไปไหนไม่พ้นแล้ว ด้วยแผลที่ต้นขาที่ดาบเหล็กเพิ่งยิงมาเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ดาบเหล็กตะโกนออกไปเพื่อเป็นการหยั่งเชิง "กูรู้นะว่ามึงอยู่ในนี้...ยอมมอบตัวซะเถอะ กูไม่อยากจับตาย โทษหนักจะได้เป็นเบา" ไม่มีเสียงตอบรับจากชายหนุ่มผู้แขวนชีวิตไว้กับความตาย ในเวลานั้นนายชัยคิดว่าอยู่หรือตายก็มีค่าเท่ากัน จึงลากขาที่เต็มไปด้วยเลือดเดินขึ้นไปบนชั้นสองของโกดัง โชคไม่ดีที่ดาบเหล็กเห็นความเคลื่อนไหวที่เต็มไปด้วยความทรมานนี้ ดาบเหล็กไม่หยุดความพยายามที่จะเข้าไปจับตัวทั้งๆ ที่ในมือก็ถืออาวุธปืนพร้อมเหนี่ยวไกอยู่ตลอดเวลา ในที่สุดดาบเหล็กก็ขึ้นไปถึงชั้นบนแต่ไม่พบร่องรอยของนายชัยแต่อย่างใด นายชัยกระโดดลงมาจากชั้นสองพร้อมกับปืนที่จ่อมาที่ดาบเหล็กที่กำลังหันหลังอยู่ ใช่ว่าดาบเหล็กจะไม่รู้ว่าผู้ต้องหาคนนี้หลบลงมาอยู่ชั้นล่างแล้ว ดาบเหล็กหันหลังกลับไปพร้อมปืนที่เหนี่ยวไก เสียงปืนดังขึ้นขณะที่นายชัยกำลังเล็งปลายกระบอกปืนมาที่ดาบเหล็ก ลูกกระสุนของดาบเหล็กยิงมาถูกขาอีกข้างของนายชัย แต่ปลายกระบอกปืนของนายชัยก็ยังไม่หันหนีไปจากร่างของดาบเหล็ก ถ้าเป็นผู้ร้ายคนอื่น...คงยิงสวนขึ้นมาแล้ว แต่เพราะอะไร...? ตำรวจที่ตามมาทีหลังล้อมร่างนายชัยเอาไว้พร้อมกับใส่กุญแจมือ ระหว่างทางที่ถูกควบคุมตัวไปโรงพัก ดาบเหล็กก็หันมาถามนายชัยว่าทำไมไม่ยิงสวนกลับมา "ผมยิงดาบไม่ได้หรอก ผมไม่กล้า เพราะดาบใส่เสื้อเหลือง เสื้อเหลืองที่มีตราสัญลักษณ์ในหลวง ถึงผมจะเป็นโจร ผมจะเลวแค่ไหนก็ตาม แต่ผมก็เป็นคนไทยคนนึง ที่ยังรักและจงรักภักดีกับพระองค์ท่าน" ......
เชื่อหรือยังครับ ว่าปาฏิหาริย์จากในหลวงของเราทำให้เรื่องร้ายๆ กลายเป็นเรื่องดีได้ แล้วคุณล่ะ...เคยทำความดีเพื่อในหลวงของเรารึยัง
October 28 EXPEDITIOUSเข้าสู่เทศกาลทดสอบทางภาษาของเพื่อนหลายๆ คนที่กำลังเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างบ้านต่างเมืองกัน
(ไม่รู้เหมือนกันว่าการเรียนต่อในบ้านเรามันน่าอดสูแค่ไหน ถึงต้องดิ้นรนกันขนาดนี้ สงสัยการศึกษาบ้านเรามันคงสอนคนให้เป็นคนไม่ได้มั้ง)
วันนี้เลยหยิบยกเรื่องของภาษามาพูดกันดีกว่า
เรื่องของเรื่องคือไปเจอคำศัพท์ภาษาอังกฤษมาคำนึง คือคำว่า "EXPEDITIOUS"
แน่นอนว่าระดับสติปัญญาอย่างเราคงไม่มีทางรู้ความหมายของคำๆ นี้ได้แน่
จึงไม่ชักช้าที่จะเดินไปเปิดดิกชันนารีเพื่อให้รู้จักกับคำๆ นี้มากขึ้น
และแล้วความหมายของคำว่า EXPEDITIOUS ก็ปรากฏให้เห็นดังนี้
adj. that works well without wasting time
แปลเป็นไทยให้เข้าใจก็คือ เร็วแล้วยังดีอีก นั่นเอง
ซึ่งมันก็ขัดกับสำนวนไทยที่ว่า "ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม" อีกนั่นแหละ
มีอย่างที่ไหน เร็วแล้วยังจะดีอีก จะจำไว้ใช้มันก็ขัดใจอยู่เหมือนกัน
เวลาเราจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษส่วนใหญ่เรามักจะจำเป็นประโยคตัวอย่างของคำๆ นั้น
แต่สำหรับคำว่า EXPEDITIOUS แล้ว เรายังหาตัวอย่างของมันไม่ได้เลย
จนกระทั่งบ่ายแก่ๆ ของวันนี้ ขณะนั่งอ่านสามก๊กอยู่ก็ได้ประโยคเด็ดขึ้นมาประโยคนึง...
Kuan Yu is an expeditious warrior in which he could suppress Hua Hong while the liquors still be warm.
แปลเป็นไทยก็ประมาณว่า กวนอูมีความสามารถในการรบเป็นอย่างยิ่ง สามารถปราบฮัวฮ้งได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
ฮัวฮ้งซึ่งเป็นหนึ่งในทหารฝีมือเยี่ยมของจอมกักขฬะตั๋งโต๊ะ ครั้งนั้นได้นำทัพออกมาล้อมค่ายของเหล่าขุนนางฝ่ายภักดีอันประกอบด้วยโจโฉ อ้วนเสียว และพี่น้องร่วมสาบาน เล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย อ้วนเสียวซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ต้องการผู้กล้าออกไปจัดการกับฝ่ายของฮัวฮ้ง ในครานั้นมีแม่ทัพนายกองหลายนายที่อาสาออกไปรบแล้วพ่ายแพ้กลับมา จนกระทั่งกวนอูซึ่งเป็นเพียงนายทหารม้าเกาทัณฑ์ชั้นผู้น้อยขออาสาไปปราบฮัวฮ้งด้วยตนเอง ในเวลานั้นแม่ทัพอ้วนเสียวได้สบประหม่าคำอาสาของกวนอู แต่โชคดีที่โจโฉยังพอเล็งเห็นความสามารถจึงสั่งให้จัดหาสุราร้อนมาให้กวนอูได้ดื่มก่อนออกรบเพื่อคลายโมโห แต่กวนอูปฏิเสธและขอออกไปแสดงฝีมือก่อน ทันทีที่กวนอูควบม้าออกไปหน้าค่าย เสียงกลองรบดังกึกก้องทั่วแผ่นดิน ไม่ทันสุราได้หายอุ่น กวนอูก็กลับมาในค่ายพร้อมกับได้ศีรษะของฮัวฮ้งมามอบให้กับแม่ทัพอ้วนเสียวในที่สุด จนอาจารย์วิวัฒน์ ประชาเรืองวิทย์ (ผู้แปล) ได้นิพนธ์บทกวีถึงวีรกรรมของกวนอูไว้ว่า
...วีรกรรมอันดับหนึ่งทึ่งฟ้าดิน
นอกประตูยลยินเสียงกลองสนั่น
กวนอูมิรับจอกออกฟาดฟัน
หัวข้าศึกสะบั้นบ่าสุราไม่เย็น...
ความสามารถของกวนอูนอกเหนือจากการดำรงไว้ซึ่งคุณธรรมและความยุติธรรมแล้ว ฝีไม้ฝีมือของกวนอูยังเป็นแสดงถึงการเป็นนักรบที่ EXPEDITIOUS อีกด้วย ต่อไปนี้คำว่า EXPEDITIOUS ก็คงไม่ใช่คำศัพท์ที่ยากแก่การเข้าใจอีกต่อไป
September 25 ช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจมีคนเคยถามเราว่า ทำไมถึงเลือกเรียนเคมีที่มหิดล
ตอนนั้นเราตอบได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า
เพราะเราอยากเรียนออร์แกนิค และออร์แกนิคที่ดีที่สุดในเมืองไทยก็คือมหิดล
แต่ตอนนี้เราเริ่มไม่มั่นคงกับคำตอบนั้นแล้วสิ
ความฝันหนึ่งที่เราเคยมีก็คือการได้มานั่งเรียนออร์แกนิคกับ อ.ยอด ที่มหิดล
แต่พอเข้ามาจริงๆ ก็เพิ่งได้รู้ว่า อ.ยอด เป็นเพียงอาจารย์อาวุโสของภาคที่ไม่มีคาบสอนแล้ว
ไม่เป็นไรวะ อย่างน้อยก็ยังได้เรียนกับคนรุ่นใหม่ไฟแรงอีกหลายๆ คน
ไม่ว่าจะเป็น อ.เทียน อ.ปิง อ.ต้อม ที่มีสไตล์การสอนในแบบเราประทับใจอยู่
ยอมรับเลยว่าตลอดสามปีที่ได้เรียนออร์แกนิคอยู่ที่นี่
ทุกครั้งที่เปิดสมุดเล็กเชอร์...มันทำให้เรามีความสุขได้อย่างไม่รู้ตัว
แต่ตอนนี้...
ความรู้สึกพวกนั้นมันได้จางหายลงไปแล้ว
จุดอิ่มตัวของเรามันเริ่มมาถึงแล้วแหละ
เหตุผลนึงมันคงมาจากความเคยชินที่เราวิ่งเล่นอยู่แถวตึกเคมีอยู่ทุกวัน
บรรยากาศที่คุ้นเคยมันอาจทำให้เราหมดแรงที่จะค้นหามันต่อไป
แต่อีกเหตุผลที่มากระตุ้นให้ความลังเลเกิดขึ้นอย่างทวีคูณก็เพิ่งเกิดขึ้นกับเรานี่เอง
มันอาจฟังดูเป็นเหตุผลที่ไม่เข้าท่า
มันอาจฟังดูเป็นเหตุผลที่เราเข้าข้างตัวเอง
แต่มันก็เป็นเหตุผลที่เราได้ปรึกษากับ อ.เทียน แล้ว
หลังจากที่เราได้ตื่นตาตื่นใจกับวิชาออร์ซินของ อ.มนัส และสเปกโตร อ.สุนันทา แล้ว
เราก็เห็นว่าออร์แกนิคมันมีอะไรที่เราน่าจะสนุกกับมันได้อีกเยอะ
พอมาถึงเทอม 2 ก็มีวิชาเลือกที่เรียกว่า Heterocyclic Chemistry มายั่วให้น้ำลายไหล
แทบไม่ต้องตัดสินใจเลยว่าเทอมสุดท้ายที่จะมาถึงเราจะเลือกเรียนวิชาอะไรดี
คำตอบของเรากับ อ.เทียน ที่เห็นตรงกันคือวิชานี้นี่แหละ
แต่ชีวิตมันไม่เรียบง่ายอย่างที่คิดนะสิ
มีคนเลือกที่จะเรียนวิชานี้เพียงแค่ 3 คน
ในขณะที่ภาควิชาอนุญาตให้เปิดสอนเฉพาะรายวิชาที่มีคนเรียน 5 คนขึ้นไปเท่านั้น
ไม่เพียงแต่วิชา Heterocyclic เท่านั้นที่เปิดสอนไม่ได้
วิชา Bioorganic ก็เหมือนกัน เป็นอันว่าเด็กออร์แกนิคไม่มีวิชาเลือกตัวไหนให้เรียนได้เลย
วิชาที่เปิดได้ก็เหลือแต่เพียงวิชาสายโพลิเมอร์และวัสดุเท่านั้น
แต่พระเจ้าก็ยังคงเข้าข้างเรา...อยู่บ้าง
เพราะในหลักสูตรที่เราเรียนอยู่มันมีวิชาที่เรียกว่า Independent Studies
เราก็เลยปรึกษากับประธานหลักสูตรถึงความเป็นไปได้ที่จะเรียนวิชานี้ในหัวข้อ Heterocycles
อ.ปิง และ อ.เทียน ก็เห็นด้วยกับทางออกวิธีนี้
แต่เจ้าของวิชากลับบอกว่าขอไปคิดดูก่อน...แล้วก็เงียบหายไป
เราเฝ้ารอจนถึงวันสุดท้ายที่ครบกำหนดส่งใบลงทะเบียน
แล้วเราก็ส่งใบลงทะเบียนทั้งๆ ที่ไม่มีวิชาออร์นิคให้เรียนซักตัว
วิชาที่ทุกปีเคยมีการเรียนการสอน
แต่พอถึงคราวเรากลับไม่ได้เรียน
วิชาที่คนสอนได้ชื่อว่าเป็นคนที่ถ่ายทอดได้ดีที่สุด
แต่พอถึงคราวเรากลับไม่มีโอกาสได้สัมผัสสิ่งนั้น
เป็นเพราะว่าคนเรียนออร์แกนิคน้อยเกินไป...
เป็นเพราะว่าวิชานี้มันไม่ได้สำคัญอะไรมากมายนัก...
หรือเป็นเพราะว่าเคมีมหิดลไม่เหมือนกับเมื่อก่อนแล้ว...? |
||||
|
|